2008/Jun/28

แดดมาแล้ว โอ้ววว พระเจ้า

อาหารเช้าจากร้านสะดวกซื้อ

คุณตาเดินอ่านหนังสือพิมพ์

นั่งรถไฟออกไปเที่ยวบ้านนอก

ท่านเหมือนในการ์ตูนที่ข้าพเจ้าอ่านเมื่ออยู่เมืองไทย

ชายหนุ่มเดินไม่รอหญิงสาว

ร้านอาหารสุดหรู ขายแต่เต้าหู้ หลงมากินตามที่โลนลี่แพลนเน็ตเขาบอก

บรรยากาศนอกร้านกับ 2 สาว แอ๊บแบ๊ว

บรรยากาศภายในร้านแบบโคตรจะญี่ปุ่น

สตอร์เบอร์รี่ที่ซื้อมาเมื่อเช้า ดับเลี่ยนเต้าหู้

เช่าจักรยานท่องบ้านนอก

เขาจู๋จี๋กัน

เขาเล่นกัน

เธอทั้ง 2 เป็นเกอิชารึเปล่า ไม่อาจทราบ

ปั่นไปเจอร้านชื่อว่าไข่ ขายผลิตภัณฑ์จากไข่ล้วนๆ

แดงดีไหม

คุณป้าคนขายชู 2 นิ้ว

 

ป่าไผ่ สูงโค้ง

นอนดูใบเมเปิล ในวัดที่แม่ชีมาบวชเพราะเธออกหัก

 

อำลาเกียวโตด้วยการเทกระเป๋ากินชาบูชาบู -ชอบเจ๊คนนี้จัง^^

เรากลับบ้าน เขาไปโรงเรียน

จบการท่องเที่ยว ชาตินี้ขอมาเยือนอีกครั้ง ขอบคุณค่ะ

2008/Jun/28

 

กางแผนที่ไปเที่ยว แววนำทาง ที่เหลือตามและให้กำลังใจ

 

ทะมึนสิ้นดี  

 

อิจฉาพี่เขา (ดอกนี้ดูเผินๆ เหมือนเฟื่องฟ้าบ้านเราเลย มีทั่วทุกที่ แต่ถ้าพิจใกล้ๆ รายละเอียดของดอกจะไฮโซกว่า)

 

วัดทอง ที่เที่ยวไฟต์บังคับ

 พี่น้องหน้าเหมือนกัน

 

ใครโชคไม่ดีก็ผูกไว้

 เขาเป็นแฟนกัน 

เขาเป็นเพื่อนกัน

 

ดื่มน้ำศักสิทธิ์ (ทำไมต้องดื่มท่าเดียวกัน)

 

อันนี้อร่อย

  

อันนี้ก็อร่อย - ลูกชิ้นปลาใส้ชีส

 

ร้านนี้สยอง

 

แต่ก็อร่อย...

ก่อนนอน เราขอใช้บริการที่พักให้คุ้ม

ฝันดีค่ะ^^

 

edit @ 28 Jun 2008 20:33:09 by วรรณแวว

2008/Jun/03

หลังจากกินแหลกมาเมื่อวาน พวกเราก็ต้องเศร้ากับอาการอึดอัดที่เอาไม่ออก พยายามตั้งสมาธิแล้วร่างกายก็บอกว่ามันแปลกที่เว้ย ก็เลยต้องทำเป็นลืมๆ ไม่รู้ไม่สน ออกไปเที่ยวและกินมันเข้าไปต่อ  

แผนวันนี้กลุ่มเราแยกเป็น 2 วง วงหนึ่งไปดูคอนเสิร์ตญี่ปุ่น ที่พวกมัน(บิ้มและแต๊ก)คลั่งไคล้กันมาก มาญี่ปุ่นครั้งนี้ถือว่าฝันเป็นจริงยิ่งกว่าอาไตรภพให้รถเข็น ข้างฝ่ายเรา แวว และปิ๊กยังคงยึดมั่นถือมั่นตามกรี๊ดนักร้องไทยไม่เสื่อมคลายจึงไม่ค่อยสนใจนัก (จริงๆ แล้วไม่มีบัตรเหลือ ถ้ามีเหลือก็อยากไปดูพฤติกรรมหมู่ชาวญี่ปุ่นเหมือนกันนะ) เลยวางแผนกันว่าจะไปสถานเที่ยวไฟต์บังคับอย่าง โอซาก้าโจะ ซึ่งแปลได้ว่า ปราสาทโอซาก้า อยู่ไม่ใกล้ไม่ไกลจากสถานที่จัดคอนเสิร์ตนัก โดยหมายมั่นปั้นมือจะไปดูไทม์แคปซูลที่เก็บความทรงจำของงาน Expo ปี 70 แบบที่อ่านในการ์ตูนทเวนตี้เซ็นจูรี่บอย ความน่าตื่นเต้นของทริปนี้คือเราต้องหาอะไรเลี้ยงปากเลี้ยงท้อง และเดินทางไปที่หมายเองโดยไม่มีล่าม(บิ้ม)เหมือนที่เคย Japanese Phase Book จะมีประโยชน์ก็วันนี่

ที่สถานีรถไฟบิ้มบอกว่าเด็กๆ แต่งตัวไปดูคอนเสิร์ตกันแรงมาก ถ้าเห็นใครใส่เสื้อผ้าสีเยอะๆ นั่นแหละไม่ผิดตัว แต่ยังไงๆ เราก็แยกไม่ออก เพราะรู้สึกทุกคนที่นี่แต่งตัวจัดกันไปหมด ระหว่างรอรถไฟที่ชานชลามีกลุ่มสาวคอสเพลย์แบบไม่เจร็อค พวกเธอมาแนวหวานใส กระโปรงลูกไม้บานเป็นสุ่มสีพาสเทล บนหัวมีที่คาดผมเป็นระบาย ทุกคนถือร่ม ผมยาวม้าตัดตรงเดี๊ยะ เดินมากัน 3-4คน แต่งตัวเหมือนกันทั้งกลุ่ม สงสัยจะมีงานที่ไหน แต่ดูไปดูมาทำไมสาวน้อยเขาบึกบึนกันจัง เฮ้ย!! นี่มันผู้ชายทั้ง 4 ตัวเลย เอ่อนี่เป็นการแสดงรึเปล่าคะ อยากตามไปดูโชว์ของพี่จังู^^

และแล้วก็มาถึงสถานีปลายทาง เราแยกวงกันอย่างเป็นรูปธรรม เมื่อไร้ล่ามก็เปิดหนังสือหาประโยคถามทาง ท่องกันอยู่นานสองนาน มีจะเข้าไปถามแล้วเกิดป๊อดลืมประโยคนั้นเลยทำเนียนผ่านไปก็มี หลักการเลือกคนถามของพวกเราคือไม่เจ้าหน้าที่สถานีรถไฟก็คนแก่ น่าจะเวิร์ค(อันนี้คิดเอาเอง) เมื่อเจอเป้าหมาย แววพุ่งเข้าไปแรงสุดตัว ซึมิมาเซ็น (แปลว่า excuse me) เป็นวาวุธแรกทำให้เขาหยุดชะงัก แล้วแววก็ร่ายต่อว่าอะไรไม่รู้ รู้แต่ว่าพอหลุดคำว่าโอซาก้าโจะไปเท่านั้นลุงแกก็ไม่ฟังต่อ แล้วชี้ๆๆๆ พูดๆๆๆ อะไรก็ไม่รู้ พวกเราก็โอวๆๆ ทางนี้ใช่มั้ยคะลุง อาริกาโตะค่า ...เรื่องนี้สอนให้รู้ว่าพูดเป็นคำๆ ก็ได้ค่ะ น่าจะรู้เรื่องกว่า

ถึงแล้วโอซาก้าโจะ เรากดซื้อบัตรรถรางจากเครื่อง แล้วก็นั่งรถรางเข้าไป ที่นี่เหมือนสวนสาธารณะ ระหว่างทางเห็นครอบครัวมาปิ๊กนิกปิ้งๆ ย่างๆ น่าอิจฉา พอถึงปากทางเข้าปราสาท ด้านหน้ามีร้านขายของกินเยอะแยะ ทั้งยากิโซบะ โอโคโนมิยากิ ข้าวโพดย่าง ปลาหมึกย่าง ไปจนถึง โดโรยากิ น่ากินไปหมดอย่างนี้เลือกไม่ถูก บวกกับไม่หิว เลยเลือกเก็บท้องเอาไว้ขากลับ แล้วหันไปหาน้ำแข็งใสสีน่ากลัวเหล่านี้แทน

 

 กินแล้วรู้สึกว่า : ไม่อร่อย จะหวานไปไหน น้ำแข็งใสบ้านเราเจ๋งกว่าเยอะ แต่คนขายสวยนะเนี่ย ให้อภัยค่ะ หลังจากนั้นเราจึงเริ่มสังเกตว่าคนขายไอติม ขายเสื้อผ้า พนักงานเสิร์ฟตามร้านอาหาร ทำไมมันน่ารักทุกคนเลยฟระ เคยได้ยินมาว่าสาวญี่ปุ่นสวยเฉพาะที่เป็นดารา ญี่ปุ่นเดินถนนจริงๆ ไม่สวยดอก ขาก็ใหญ่ มาครั้งนี้ขอเถียงขาดใจ เพราะเท่าที่เห็นมันสวยหมดทุกคนเลย แถมขาเล็กกว่าเราอีกเหอะ

จากนั้นก็มุ่งสู่ตัวปราสาท เดินทอดน่องกันไปเรื่อยๆ ที่นี่มีกิจกรรมตามมุมต่างๆ โดยมากเป็นร้านของฝากและของกินอีกเยอะแยะแบบข้างหน้า ทุกคนเหมือนมาปิ๊กนิ๊กนั่งรับแดดกัน พวกเราเดินวนดูรอบๆ สักพักจึงเข้าไปในตัวปราสาท ผู้คนต่อคิวกันยาวเหยียด เมื่อเข้าไปถึงก็ต้อง...ง่วงมากๆ ไหนวะปราสาท นี่มันพิพิธภัณฑ์ชัดๆ แถมคนเยอะแยะยั๊วะเยี้ย จะยืนอ่านคำบรรยายภาษาอังกฤษก็ไม่มีอารมณ์ จะออกก็เสียดายค่าเข้า เลยเดินกันแบบร่างไร้วิญญาณไปจนถึงชั้นบน...ดูวิวค่า บนนี้อากาศดี ลมเย็นปะทะหน้า เสียตรงที่คนเยอะฉิบ แถมมีลูกกรงรอบด้าน อย่างนี้มันจะเห็นวิวได้ไงคร้าบ อยู่มุมไหนก็ไม่สุนทรีย์ เลยเดินวนครบรอบนึงแล้วก็ลง ก่อนลงแวะซื้อของที่ระลึก อันนี้สนุกกว่าอีก ต่อให้คนแน่นก็เถิด 555

เมื่อออกมาสู่สวนปิ๊กนิกอีกครั้ง เราโผไปที่ร้านทางโกะยากิที่เล็งไว้ หาที่นั่งกินประหนึ่งมาปิ๊กนิกกับเขาด้วย แต่...ไม่อร่อยเลยอ่ะ ทาโกะยากิเอสพลานาดยังเลิศกว่า 10 เท่า เมื่อเซ็งเราก็หันไปเจอหนูน้อยกินยากิโซบะด้วยความอร่อย จึงเกิดไอเดียอยากกินบ้าง แววไปต่อคิวซื้อ มันเดินกลับมาทำหน้าเซ็งบอกว่าเห็นเขาเอาแพ๊คออกจาตู้เย็นอุ่นไมโครเวฟกับตา และมันก็ไม่อร่อย วินาทีนั้นพวกเราเลยเริ่มปลงว่า เฮ้ย มากินบรรยากาศกันเถอะ

(น้องเขาวิ่งตามรถราง)

เสียงดนตรีแว่วมาแล้ว ที่นี่ก็มีคอนเสิร์ตด้วย บนเวทีมีหนุ่มน้อย 2 คน พี่ชายหรือพี่สาวไม่รู้(พวกเราเถียงกันนานมาก แต่หาข้อสรุปไม่ได้)เล่นกีต้าร์และร้องเพลงไปด้วย น้องชายเขาตีกลอง แต่ไม่ใช่กลองธรรมดา มันเหมือนกล่องอะไรซักอย่าง แล้วน้องแกก็ขึ้นนั่งคร่อม และใช้ 'มือ' ตี ทั้งฉาบและกลองนั่นแหละ โคตรเท่เลย ทันใดนั้นพวกเราก็ตกหลุมรักน้องมือกลอง น้องมีพรสวรรค์น่าชื่นชมมากค่ะ พวกเรานั่งดูด้วยความตื้นต้นใจ แถมน้องยังเล่นแบบไม่ยี่หระ ไม่ขวยเขิน ถึงจังหวะที่ไม่มีเสียงกลองก็นั่งชมนกชมไม้ไม่สนใจพี่ที่ร้องปาวๆ อยู่ซะงั้น...น่ารักจังเธอ  

จากโอซาก้าโจะเรานัดรวมวงอีกทีสถานีนัมบะ บิ้มและแต๊กเดินมาพร้อมนมแบ็คทีเรียถุงใหญ่ มีสรรพคุณช่วยเรื่องอึดอัดให้พ้นจากร่างกาย พวกเราไม่รอช้า ซดนมให้หมดตรงนั้น เพราะคาดว่าแบคทีเรียอาจะต้องทำงานหนักไม่ใช่น้อยนะ บิ้มแยกตัวเดินทางกลับไปร่ำเรียนต่อที่เมืองของเธอ เราที่เหลือ 4 คนจึงไปเดินท่องย่านไอที ที่เรียกว่า Den Den Town ซึ่งมีร้านรวงขายอุปกรณคอมพ์และไฟฟ้าเต็มไปหมด หนังสือบอกว่าย่านนี้เป็นแหล่งของโอทาคุ เพราะมีร้านเกมและร้านการ์ตูนเยอะทีเดียว เดินได้ไม่นานก็เหนื่อย วันนี้เดินทั้งวันเลย เราเลยคิดว่าเรื่องไฟฟ้าไม่สนเท่าไหร่ ไปช๊อปปิ้งที่อูเมดะ แถวๆ Hep-5 เมื่อวานดีกว่า

ลงสถานีรถใต้ดิน แว่วเสียงคนไทย "หวัดดีครับ คนไทยใช่มั้ยครับ" "มาเที่ยวกันเองเลยหรอครับเก่งจัง" "ผมมาทำงานที่นี่ครับ" "แล้วนี่ไปเที่ยวสวนสัว์มาหรอครับ" จังหวะนั้นพวกเรามองหน้ากันแล้วคิดว่า นี่กูโทรมขนาดนั้นเลยเหรอ พอเห็นสภาพกันและกันก็ เออ ประโยคเมื่อกี้มัน make sense นะ ...เมื่อบ้ายบายพี่ไทย เราก็มุ่งสู่อูเมดะ แล้วความเหนื่อยจากไปเที่ยวสวนสัตว์ก็หายเป็นปลิดทิ้ง เพราะมันถูกระบายออกด้วยการซื้อๆๆๆ เมื่อค่ำจึงรีบกลับบ้าน แพ๊คของ เพราะรุ่งเช้าต้องมุ่งหน้าสู่เกียวโต

กำลังจะหลับแล้วเชียว แต่ก็นึกขึ้นได้ว่า ลืมดูไทม์แคปซูล!!! โธ่ ไอ้บ้าเอ้ย ...ใครจะไปโอซาก้าโจะในภายภาคหน้า ถ่ายรูปส่งมาให้เราดูด้วยนะ ขอร้อง T-T

 ป.ล. นมแบคทีเรียได้ผลดีชะงักงัน^^